Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองทิศทางเศรษฐกิจไทย 2568 เสี่ยงหลายปัจจัยลบ ทำภาคการผลิตหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 3 คาดแรงส่งจากการท่องเที่ยวช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้แบบจำกัด ขณะที่ ยังคงประมาณการจีดีพีปี 2568 เติบโตที่ 2.4% *** KKP Research ประเมินว่าเศรษฐกิจไทย ปี 2025 มีแนวโน้มโตได้ช้าลงกว่าที่ประเมินไว้ โดยคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 2.3% จากการที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาได้ต่ำกว่าที่คาด ธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยอาจลงไปต่ำสุดที่ 1.25% ในปี 2026  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเศรษฐกิจไทยปี 2567 โต 2.5% ต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ที่ 2.6% เล็กน้อย GDP ไตรมาส 4 ขยายตัวที่ 3.2% YoY น้อยกว่าที่คาด หลักๆ เป็นผลจากสินค้าคงคลังที่หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ามากกว่าที่คาด จากความความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตและการส่งออกที่ต่ำกว่าที่ประเมิน โดยแม้การส่งออกจะขยายตัวได้ดีในหลายสินค้า แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังแทบจะไม่ขยายตัว ขณะที่การผลิตภาคเกษตรขยายตัวต่ำ ทั้งเป็นผลจากการปรับฐานในไตรมาส 4/2566 ให้สูงขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้อัตราการขยายตัวในไตรมาส 4/2567 ต่ำกว่าที่คาดไว้  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยการส่งออกไทยในเดือน ธ.ค. 2567 ขยายตัว 8.7%YoY ส่งผลให้ทั้งปีขยายตัวได้ 5.4% โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ จากการเร่งส่งออกสินค้าและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ • ในปี 2568 การส่งออกไทยมีแนวโน้มเติบโตได้ต่ำกว่าปี 2567 ที่ 2.5% โดยครึ่งปีแรกยังมีแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าสินค้าและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือน ธ.ค. 2567 เร่งตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.23% YoY สูงสุดในรอบ 7 เดือน และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ธ.ค. 2567 อยู่ที่ 0.79% YoY โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากราคาพลังงานอย่างค่าไฟฟ้าและราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ปรับสูงขึ้นจากปัจจัยฐานต่ำในเดือน ธ.ค. 2566 เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของทางภาครัฐ ประกอบกับราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มบางรายการปรับตัวสูงขึ้น

บลจ.กสิกรไทย แนะลงทุน K-WealthPLUS เป็น Core Port หรือพักเงินกับกองทุนตราสารหนี้

บลจ.กสิกรไทย แนะลงทุน K-WealthPLUS เป็น Core Port หรือพักเงินกับกองทุนตราสารหนี้
1
เขียนโดย Intrend online 2025-04-13

บลจ.กสิกรไทย แนะลงทุน K-WealthPLUS เป็น Core Port หรือพักเงินกับกองทุนตราสารหนี้ ปลอดภัยภาษีทรัมป์

บลจ.กสิกรไทย เผยการประกาศภาษี Reciprocal Tariff จากทรัมป์ทำตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วน ผู้ลงทุนกังวลเศรษฐกิจถดถอย แนะผู้ลงทุนพิจารณาสัดส่วนการลงทุน โดย Core Portfolio ยังลงทุนระยะยาวในกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ได้เช่นเดิม ส่วน Satellite Portfolio ให้ปรับลดสัดส่วนกองทุนหุ้นเวียดนามและจีน พร้อมเพิ่มสัดส่วนลงทุนในกองทุน K-SFPLUS สำหรับพักเงินระยะสั้น 3-6 เดือน และกองทุน K-FIXEDPLUS สำหรับระยะเวลาลงทุน 1-1.5 ปีขึ้นไป

นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์, CFA กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จากัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วนหลังทรัมป์ประกาศภาษี Reciprocal Tariff เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรง ทั้งดัชนี Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาจีน-เวียดนาม รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารชั้นนำของโลก นอกจากนี้ ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 4% สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินปลอดภัยอย่างเยนและฟรังก์สวิส รวมถึงเงินบาทก็อ่อนค่าลงในวันที่มีการประกาศภาษีนำเข้า

นายวจนะกล่าวต่อไปว่า จากความกังวลของผู้ลงทุนว่าภาษีใหม่จะทำให้เกิด Stagflation นั่นคือ เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลให้มีโอกาสเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) สูงขึ้นได้นั้น ทั้งนี้   บลจ.กสิกรไทย แนะนำให้ผู้ลงทุนพิจารณาสัดส่วนการลงทุนใน Core-Satellite Portfolio โดยในส่วนของ Core Portfolio ที่ต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวนั้น ผู้ลงทุนยังสามารถคงสัดส่วนการลงทุนในกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ทั้ง K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP และ K-WPULTIMATE ได้เช่นเดิม ส่วน Satellite Portfolio ผู้ลงทุนควรปรับลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนที่มีหุ้นจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าในรอบนี้อย่างเวียดนามและจีน เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน K-SFPLUS สำหรับพักเงินระยะสั้น 3-6 เดือน และกองทุน K-FIXEDPLUS สำหรับระยะเวลาลงทุน 1-1.5 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรติดตามนโยบายโต้ตอบจากจีนหรือประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่อาจจะตอบโต้ด้วยภาษีของตัวเอง หรือมาตรการทางการค้าอื่นๆ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed หลังจากนี้

นายวจนะกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุน K-SFPLUS เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งในและต่างประเทศ อาทิ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชนของไทย และเงินฝากต่างประเทศบางส่วน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักเงินก่อนที่จะสับเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนอื่นๆ ต่อไป โดยแนะนำให้ถือไว้อย่างน้อย 6 เดือน 

สำหรับกองทุน K-FIXEDPLUS เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั้งในและต่างประเทศ อาทิ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หุ้นกู้เอกชนของไทย และอาจมีการกระจายลงทุนบางส่วนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีความมั่นคงสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความผันผวนให้กับพอร์ตในระยะยาว และสามารถลงทุนได้นานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป